There is no item in your cart
hung Kula Rong Hai Thai Hom Mali Rice หรือ Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai
บริษัท นูซันตารา 4289 จำกัด เรียบเรียง
หากจะกล่าวถึงข้าวที่อร่อยที่สุดในโลก คงต้องยกย่อง “ข้าวหอมมะลิ” ของไทย สายพันธุ์ข้าวที่เป็นที่หนึ่งในโลกแบบไม่มีใครสามารถ ปฏิเสธได้ หากจะถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงอร่อยและอยู่ในใจคนทั่วโลก มีคุณสมบัติสองประการ ประการที่หนึ่งลักษณะความนุ่มของข้าวและประการที่สองมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ คงจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุดสภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้
ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลก ณ ที่แห่งนี้เป็นที่ราบอันมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน หากเปรียบทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า ด้วยเนื้อที่ประมาณ 2,107,691 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด (อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอโพนทราย รวม 986,807 ไร่) สุรินทร์ (อำเภอท่าตูม อำเภอชุมพลบุรี รวม 575,993 ไร่) ศรีสะเกษ (อำเภอราศีไศล อำเภอศิลาลาด จำนวน 287,000 ไร่) มหาสารคาม (อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จำนวน193,890 ไร่ ) และยโสธร (อำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง จำนวน 64,000 ไร่ ) ในอดีตบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่ใต้ทะเลโบราณมาก่อน จึงพบว่ามีเกลือละลายปนอยู่ในดินค่อนข้างสูง บางช่วงมีหินเกลือปะปนอยู่ค่อนข้างสูง บางช่วงมีหินเกลือปะปนอยู่เป็นชั้นหนา 250 เมตร เฉพาะดินชั้นบน เป็นดินร่วนปนทรายสภาพเป็นกรดปานกลาง ดินชั้นล่างบางช่วงเป็นดินเหนียวปนทราย บางช่วงเป็นดินจืดไม่มีแร่ธาตุและอาหารอันจะช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เจริญเติบโตได้เลย
พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ในช่วงฤดูฝนเป็นพื้นที่รับน้ำ ที่หลากมาจากพื้นที่รอบๆ ขอบแอ่ง นำสารอาหารต่างๆ ลงมารวมกันเป็นวัตถุดิบในการสร้างสารหอมและเมล็ดข้าวที่มีลักษณะพิเศษ ความแตกต่างของสภาพอากาศในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ช่วงฤดูแล้งมีอากาศร้อนและแห้งแล้ง ช่วงฤดูฝนเมื่อเข้าสู่ฤดูปลูกข้าว มีความชื้นในอากาศสูงและอากาศร้อน ต้นข้าวมีการคายน้ำอย่างสม่ำเสมอ รากข้าวจะดูดน้ำในดินที่มีสารอาหารละลายอยู่ นำไปสร้างเมล็ดข้าวและสะสมความหอม
การที่ต้นข้าวดูดสารอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้การสร้างแป้งในเมล็ดข้าวมีความสมบูรณ์จับตัวกันแน่นไม่มีท้องไข่ ช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต จากอากาศร้อนชื้นจะเปลี่ยนเป็นอากาศเย็น อุณหภูมิลดลงทันที สภาพอากาศแห้ง ทำให้แป้งข้าวที่เริ่มเต็มเมล็ดจับตัวกันแน่นค่อยๆคายความชื้นออก เมล็ดข้าวจึงมีความเลื่อมมันและเมล็ดขาวใส
นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศของทุ่งกุลาร้องไห้ก็เป็นอย่างทุ่งหญ้า เขตศูนย์สูตร (Tropical Savannah Climate) คือ มีฝนตกเป็นช่วงๆ พื้นที่มีการระบายน้ำเลว ถ้าฝนตกจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน แถมดินก็ไม่อุ้มน้ำเสียอีกด้วย ดังนั้นพอฝนทิ้งช่วงก็จะแห้งแล้งทันที บางแห่งแตกระแหงบางแห่ง มองเห็นเม็ดเกลือเล็กๆ ขึ้นจับหน้าดินขาวพราวไปทั้งทุ่ง แม้ว่าทุ่งกุลาร้องไห้จะมีลำน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน แต่เนื่องจากทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่เทลาดต่ำจากตะวันตกไปตะวันออก ดังนั้นสายน้ำเหล่านี้จึงรี่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว นักธรณีวิทยาและนักโบราณ คดีเห็นพ้องต้องกันอยู่อย่างหนึ่งว่า ในอดีตทุ่งกุลาร้องไห้เคยเป็นท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลมาก่อน ผนวกกับตลอดระยะเวลา 1 ปี ในรอบการผลิต ผืนดินแห่งนี้ต้องเผชิญกับสภาพ 5 มหาโหด คือ ดินทรายรสเค็ม น้ำท่วมหนัก สภาพแห้งแล้ง อากาศหนาวเย็น และหมอกลงจัด สภาพมหาโหดทั้ง 5 ประการนี้กล่อมเกลาและบ่มเพาะให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติ และกลิ่นอันแตกต่างจากข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่อื่นๆ
สภาพแห้งแล้งที่มีแดดจัดราว 70% ของช่วงเวลาปลูก ทำให้ทุ่งกุลาร้องไห้มีแสงแดดและสภาพอากาศไม่เหมือนแหล่งผลิตอื่นๆ อาทิ ประเทศปลูกข้าว ค้าข้าวคู่แข่งที่ชื่อ “เวียดนาม” ซึ่งต้องพบเจอพายุและ มรสุมมากมาย พละกำลังที่จะประชันกับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จึงเป็นอันตกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพมหาโหด 2 ประการหลัง เป็น ปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้มีกลิ่นหอมอัน โดดเด่นและมีเสน่ห์เกินบรรยาย ท้องทุ่งอันไพศาลที่สุดแสนแห้งแล้ง ผืนนี้ยังคงงดงามอร่ามด้วยสีเหลืองทอง ในฐานะแหล่งผลิตข้าวหอม มะลิที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงระดับโลก
ตำนานแห่งทุ่งกว้างที่มีชื่อว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” นี้มีเรื่องเล่าว่า พ่อค้าชาวเผ่ากุลาคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพค้าขายสินค้าเครื่องประดับ และของใช้จิปาถะ เดินทางมาขายตามหมู่บ้านในภาคอีสาน หนทางไปนั้นมีแต่ทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง พ่อค้าชาวกุลานั้นคิดว่าตนเองเป็นนักต่อสู้ที่มี ความเข้มแข็งอดทนเต็มเปี่ยมและเดินได้เร็วคงจะใช้เวลาเดินทางไม่นาน จึงเตรียมอาหารและน้ำไปเท่าที่เคย เมื่อพ่อค้าเดินทางไปจริงๆ แล้วกลับพบว่าแสนกันดารเกินบรรยาย จนกระทั่งทนทุกข์ทรมานไม่ไหว จนต้องนั่งร้องไห้ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านก็พากันเรียกท้องทุ่งแห่งนี้ว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้”
คุณลักษณะพิเศษของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้
ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หมายถึง ข้าวเปลือก, ข้าวกล้องและข้าวสาร ที่แปรรูปมาจากข้าวเปลือกพันธุ์ข้าวหอมที่ไวต่อช่วงแสง คือพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข15 ซึ่งปลูกในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในฤดูนาปี และมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ
คุณภาพข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เมล็ดข้าวยาวเรียวมากกว่า 7 มิลลิเมตรขึ้นไป เมล็ดข้าวมีความใส แกร่ง เลื่อมมัน ความหอมของข้าวเกิดจากสารประกอบ 2-Acetyl-1-Pyrroline (2AP) มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ข้าวหุงสุกมีกลิ่นหอม อ่อนนุ่ม
การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 และกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับกรมการข้าว ได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) กับสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 และสหภาพยุโรปได้รับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556
สรรพคุณและประโยชน์ของข้าวหอมมะลิ
1. ประโยชน์ของข้าวหอมมะลิช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด เนื่องจากในข้าวหอมมะลิมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า Gamma –Orzanol ซึ่งสารตัวนี้มีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ดังนั้นจึงมีผลทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตของเราทำงานได้อย่างเป็นปกติ เลือดจึงสามารถไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี ทำให้อวัยวะสำคัญของร่างกายอย่าง หัวใจ ตับ ไต มีเลือดไปเลี้ยงเพียงพอ อวัยวะใดที่เสื่อมสภาพก็กลับมาทำงานได้เป็นปกติ เรียกว่าเกิดผลดีต่อเนื่องไปหลายส่วนเลยทีเดียว
2. ประโยชน์ของข้าวหอมมะลิช่วยลดอัตราการเกิดโรคต่างๆ ไม่น่าเชื่อว่าแค่การรับประทานข้าวหอมมะลินั้น จะมีส่วนช่วยลดอัตราความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ได้ ทั้งโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ และโรคความจำเสื่อม เพราะเราอาจเข้าใจกันแบบง่ายๆ เลยว่า การรับประทานข้าวเข้าไปอย่างไรเสียก็ย่อมเกิดผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน เหมือนดังที่คนสมัยก่อนมักพูดกันอยู่เสมอว่า “กินข้าวได้เสียก็ไม่เป็นอะไรหรอก”
3. สรรพคุณข้าวหอมมะลิช่วยลดระดับ LDL ข้าวหอมมะลิมีส่วนในการช่วยลดระดับแอล ดี แอล คอเลสเตอรอล ซึ่งคอเลสเตอรอลชนิดนี้ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายของเรา ดังนั้นเมื่อเรารับประทานข้าวหอมมะลิเข้าไป ระดับ แอล ดี แอล คอเลสเตอรอลก็จะลดลง ไม่ก่อให้เกิดระดับไขมันและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูง
4. สรรพคุณข้าวหอมมะลิช่วยเพิ่มระดับ HDL ข้าวหอมมะลิมีส่วนในการช่วยเพิ่มระดับ เอช ดี แอล คอเลสเตอรอล ซึ่งคอเลสเตอรอลชนิดนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายของเรา ดังนั้นเมื่อเรารับประทานข้าวหอมมะลิเข้าไป ระดับ เอช ดี แอลคอเลสเตอรอลก็จะเพิ่มมากขึ้น และร่างกายของเราก็จะได้รับประโยชน์จากคอเลสเตอรอลชนิดนี้ในปริมาณที่พอดี ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
5. ประโยชน์ของข้าวหอมมะลิช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี สาว ๆ หลายคนที่คิดว่าการรับประทานข้าวเข้าไป แล้วเป็นแป้งจะทำให้อ้วนง่าย สาวๆ กำลังคิดผิดอยู่ เพราะสำหรับข้าวหอมมะลินั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จริงๆ แล้วข้าวหอมมะลิมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้นสาวๆ ที่กลัวอ้วนไม่อยากรับประทานข้าว ก็เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ แล้วหันมารับประทานข้าวมะลิกันดีกว่า
6. สรรพคุณข้าวหอมมะลิมีโอเมก้า3 เรามักจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ในปลาทะเลจะมีโอเมก้า3 ซึ่งช่วยในการบำรุงสมอง แต่สำหรับข้าวหอมมะลิก็มีโอเมก้า3 เช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเรารับประทานข้าวหอมมะลิเข้าไป ก็เท่ากับเป็นการบำรุงสมองของเราเองอีกด้วย ไม่เพียงแต่จะช่วยบำรุงแต่ยังช่วยป้องกันภาวะเสื่อมของสมองได้ ซึ่งภาวะความเสื่อมนี้เป็นสาเหตุของโรคความจำเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และโรคอัมพฤตอีกด้วย
7. สรรพคุณข้าวหอมมะลิมีโอเมก้า6 ประโยชน์ในข้อนี้เป็นเรื่องที่ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายต้องตั้งใจฟังกันให้ดี คือ ในข้าวหอมมะลิมีโอเมก้า 6 ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณสดใสมีน้ำมีนวล ทั้งประจำเดือนก็มาเป็นปกติ นี่จึงเป็นคุณค่าที่เหมาะสำหรับคุณผู้หญิง แต่คุณผู้ชายไม่ต้องน้อยใจไป เพราะข้าวหอมมะลิมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงชาย – หญิง วัยเจริญพันธุ์ ช่วยลดภาวะการมีบุตรยากได้
8. ประโยชน์ของข้าวหอมมะลิช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เนื่องจากในข้าวหอมมะลิมีวิตามินอีในรูปของโทโคเฟอรอล และโทโคไทรอีนอล ซึ่งทั้งสองตัวนี้ช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ และทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดี ดังนั้นร่างกายของเราจึงแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่ายๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จะรักษาได้ผลดีมาก หากรับประทานข้าวหอมมะลิ
9. ประโยชน์ของข้าวหอมมะลิช่วยบำรุงผิวพรรณ ประโยชน์ในข้อนี้ถือว่าเรียกคะแนนเสียงจากสาวๆ ได้ดีทีเดียว เพราะในข้าวหอมมะลิมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า “เซราไมด์” ซึ่งสารตัวนี้มีคุณสมบัติที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลอ่อนเยาว์ ลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ลดจุดด่างดำ ฝ้า และกระ ดังนั้นการรับประทานข้าวหอมมะลิสำหรับสาวๆ วัยสามสิบอัพ ก็จะสามารถแก้ปัญหาผิวในส่วนนี้ได้
10. ประโยชน์ของข้าวหอมมะลิช่วยลดอาการอักเสบ ในข้าวหอมมะลิมีสารไตรกรีเซอไรด์ ที่ช่วยลดอาการอักเสบ ลดอาการบวม และยังช่วยสลายลิ่มเลือดได้อีกด้วย จึงทำให้เลือดของเราไหลเวียนได้ปกติ ไม่จับตัวเป็นลิ่ม นอกจากนี้ผู้ป่วยไขข้ออักเสบ หรือเป็นโรคเก๊าท์จะเห็นผลได้ดีมาก
จากสรรพคุณและประโยชน์ของข้าวหอมมะลิที่ได้กล่าวมานี้ นับว่ามีผลต่อดีต่อร่างกายของเรามากเลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าจะเพศหญิงหรือเพศชาย และไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใด ควรเลือกรับประทานข้าวหอมมะลิ เพราะไม่เพียงแค่ความเอร็ดอร่อยกับรสสัมผัสที่ดีของข้าวหอมมะลิ แต่คุณจะได้รับการบำรุงร่างกายของตนเอง ได้รับการป้องกันจากโรคภัยต่างๆ และได้รับการรักษาโรคนานาชนิดที่คุณกำลังเป็นอยู่ เพียงแค่คุณรับประทานข้าวอย่าง “ข้าวหอมมะลิ”
Written by
nst4289_32gcsw